Showing posts with label Music. Show all posts
Showing posts with label Music. Show all posts

Tuesday, March 13, 2012

midnight music tuning

จะตีหนึ่งแล้ว ยังนั่งฟังเพลงผ่าน youtube ไปเรื่อยๆ
เพลงเก่าๆ ช่วงปี 2004-2008 เป็นช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตมีความสุขช่วงนึงนะ
เพราะปัจจุบัน ถ้าฟังเกาหลีคงโดนด่าว่าติ่ง แต่เราฟังเพลงช้าๆนะ ที่พอรู้เป็นประโยค แต่ก็ดีออก
การวนฟังเพลงเก่าไปเรื่อยๆ นึกถึงเรื่องราวเก่าๆ ก็ดีเหมือนกัน

ทุกวันนี้เพลงที่ฟังส่วนใหญ่เป็นเพลงไทย เปลี่ยนไปตามวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป
เพลงไทยส่วนใหญ่ที่ฟังอยู่ก็คือฟังตามวิทยุในตอนขับรถเท่านั้น
เราร้องได้เกือบหมด แต่อย่าถามว่าใครร้อง หรือเพลงชื่ออะไร ไม่รู้หรอก

อยากมีเวลา กลับบ้านเปิดเพลงฟัง อัพเดทเพลงใหม่ๆ หรือนั่งอ่านหนังสือ อ่านบล๊อก
จริงๆเวลาก็มีแหละ แต่เราอาจจะใช้พลังงานไปกับงานจนไม่เหลือไม่ให้หาสิ่งเหล่านี้ใส่ตัวแล้วมั้ง
เวลาว่างของเราเลยหมดไปกับการนอน

หวังว่ามันคงเป็นเวลาอีกไม่นาน ที่เราจะไม่ต้องเป็นแบบนี้

... ไม่อยากให้มันเป็นแค่หวัง จริงๆ

Saturday, June 25, 2011

Twisted world : Present is Future of the past, and when you can walk across the time

ไม่ได้เขียนนานมาก อย่างที่บอกการที่เรามาทำงานแบบนี้มันทำให้เรารู้สึกว่า
เราไม่ได้ต้องการทำอะไรแบบนี้ในเวลาที่เราพักแล้ว เพราะเวลาทำงานมันก็ทำมาทั้งวันแล้ว

เข้าเรื่องดีกว่า วันนี้ไปดูทวิภพ เดอะมิวสิคัล ฉบับปี 2011



ผู้แสดงนำก็คือว่าที่เพื่อนเขยกับพี่นัทมีเรีย

นิยายเรื่องนี้เราชอบอยู่แล้วอ่ะ แต่ตอนเป็นละครเวทีรอบก่อนจะไปดูแล้วสุดท้ายก็ไม่ได้ดูทั้งรีสเตจก็ไม่ได้ไป
มาดูคราวนี้หลายอย่างเปลี่ยนไปจากตอนนั้น ยุคสมัยมันเดินทางต่อไป ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
เทคโนโลยีต่างๆก็เปลี่ยนไป

กระจกโบราณที่เป็นประตูมิติ แม้จะเป็นบานเดิมแต่ก็เปลี่ยนหลอดไฟที่เป็น LED สีนิออนแล้ว รวมถึงการซ่อนจอไว้หลังกระจก
ก็ทำได้ดีขึ้น ทำให้ฉากการผ่านกระจก สมูทขึ้นเยอะ สมแล้วที่เป็น magical of stage นะ

อุปกรณ์ประกอบฉากอื่นๆก็เปลี่ยนไปเนื่องจากพอย้ายมาเล่นที่รัชดาลัยแล้วเวทีไม่ได้ยาวเหมือนที่ศูนย์วัฒนธรรมฯ
ทำให้การเปลี่ยนฉากที่เคยใช้กลไกลหมุนๆ เปลี่ยนเป็นเลื่อนเข้ามาแทน แต่ก็ทำได้ไหลลื่นเหมือนเดิม

อินโทรเปิดด้วยเสียงบีบี เสียงนอทิฟิเคชั่นของไอโฟน มีการใช้แทบเลตมาเป็นพรอพในการเต้น
บ้านเมนี่กลายเป็นอยู่ตึกสูงแทน ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามยุคจริงๆ

ส่วนเนื้อเรื่อง เนื้อเพลงเป็นของเดิม
จำได้พอเป็นหนัง Siam Renaissance มันผิดยุค ย้อนไปร.4
แต่ว่าก็แสดงให้เห็นว่าหากเราสู้ฝรั่งเศสตอนนั้นก็คงจะแพ้และตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส
ในหนังแสดงให้เห็นว่ามีหอไอเฟลขึ้นคร่อมกลางแม่น้ำเจ้าพระยา มันดูหดหู่นะ

แต่ในมิวสิคัลเป็นเรื่องตามฉบับนิยาย ที่สุดท้ายแล้วพระเจ้าอยู่หัวทรงยอมจ่ายค่าปรับให้ฝรั่งเศสเป็นดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง
มันทำให้เห็นว่าจริงๆแล้ว เราไม่สามารถแก้ไขอดีตได้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันมีกลไกของมัน ส่งผลต่อปัจจุบัน

แต่มันช่างเข้ากับยุคสมัยเสียจริง วันนี้คุณสุวิทย์ คุณกิตติ และทีมงานเป็นตัวแทนประเทศไทย
ถอนตัวจากประเทศไทยถอดตัวออกจากภาคีอนุสัญญาและกรรมการมรดกโลกแล้วที่ปารีส

บรรพบุรุษของเรายอมเสียดินแดนเพื่อไม่ให้เกิดการนองเลือด และรักษาความเป็นไทไว้ได้จนทุกวันนี้
พวกเราควรรักษาและหวงแหนมันไว้ เหตุใดจึงต้องมาทะเลาะกันเอง

Wednesday, March 30, 2011

วันเวลามันไม่เคยขี้เกียจ

เมื่อวานไปดูหนังกับที่รักมา จะเรื่องอะไรหล่ะ ก็ SuckSeed อ่ะดิ
คือจะไปดูกันตอนหนังจะออกโรงละ
หนังมันก็ดีนะ Nostalgia อีกแล้ว เรื่องเด็กๆ เรื่องตอนเรียน
ถามว่าอินมั๊ย ไม่ค่อยนะ เพราะเราไม่มีเพื่อนสนิทแบบนั้น
ถ้าไม่นับรวมอิไอซ์ ซึ่งจะสนิทกันเป็นบางช่วง และห่างๆกันเป็นบางช่วง
ก็คงจะเป็นบูม ที่สุดท้ายไม่ได้เรียนมัธยมด้วยกันมันก็เลยห่างๆกันไป

คือนี่ไม่ได้จะมารีวิวหนังนะ แค่แปะๆไว้เท่านั้นแหละ
มีแค่แอบลุ้นบางช่วง ถ้ามันเป็นหนังวายจริงๆ กุเอาหัวโขกเบาะข้างหน้าตายไปเลย
น้องพีซที่เราเห็นไปแคสงานพร้อมน้องสไมล์ ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วมันจะหล่อขนาดนั้น

เพลงที่เป็น OST ก็ไม่คิดว่ามันจะเพราะขนาดนั้น เนื่องจากได้ฟังผ่านๆมาตั้งแต่หนังเริ่มโปรโมต
เพราะมันเปิดบ่อยๆใน efm และ green channel ก็นะ เค้าเป็น media sponsor นินา




แต่เพลง ทุ้มอยู่ในใจเวอร์ชั่นน้องเก้าร้องนี่มันเพราะนะ
ชอบท่อน

เมื่อนาฬิกามันไม่เคยขี้เกียจ..เดิน
และวันเวลาทำให้ทุกๆสิ่งเปลี่ยนไป
แต่ความทรงจำดีๆทุกอย่างยังคง...เก็บไว้

ชอบอ่ะ มันจริงมาก

นาฬิกามันก็ยังคงเดินต่อไป
เวลามันไม่เคยคิดที่จะหยุดเดิน หรือเดินให้เร็วขึ้นหรือช้าลง
มีแต่คนเรานี่แหละที่วุ่นวายกับเวลา
มีความสุขก็อยากทำให้เวลามันช้าลง
มีความทุกข์ก็อยากทำให้เวลารีบๆหมุนไป

เมื่อเวลาหมุนไป ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็เปลี่ยนไป ไม่มีอะไรคงเดิมหรอก
ขนาดหนังสือเรียนภาษาไทยยังบอกว่า ภาษามันมีการเปลี่ยนแปลง
ภาษาที่ไม่เปลี่ยนแปลงเรียกว่า ภาษาที่ตาย

แต่เราว่าสิ่งที่ตายไปแล้วก็ยังเปลี่ยนแปลงได้นะ ซากพืชซากสัตว์ก็ยังมีการย่อยสลายได้เลย
ซากูนซากตึกก็มีการผุกร่อนผุพัง

แล้วจะอะไรกับมนุษย์ที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถปรับตัวได้เร็วที่สุดล่ะ

ผมจึงไม่เคยสัญญาว่าจะรักไปตลอด
แต่ผมจะทำมันให้ดีที่สุดจะได้ไม่มาคิดย้อนหลังว่าทำไมวันนั้น ไม่ทำอย่างนั้น อย่างนี้
เพราะเวลามันไม่สามารถหมุนกลับไปได้ไง

สวัสดีครับ

Sunday, February 6, 2011

น้ำตาคนโง่

ไม่ใช่เพลงลูกทุ่งที่ไหน
แต่เป็นเพลงเดบิวของ Bigbang นั่นเอง

눈물뿐인 바보
นุนมุลปุนิน บาโบ

เวอร์ชั่นที่ชอบที่สุดก็คือ Live ใน คอนเสริตแรกของแทยังอ่ะ
แต่หาไม่เจอ

เอา Global warming tour ดูแทนไปก่อนน้า


Wednesday, February 2, 2011

Wind blows~~~

※風に向かって 走るんだ
どんな 辛いこと あっても
明るい未来が そこにあるから
つかみとることを描いて
幸せへと一歩ずつ
進んでいこう※

ทุกครั้งที่ได้ยินเพลงนี้ จะทำให้เรายิ้มออกเสมอ
เพลงนี้เป็นเพลงของ Koda Kumi นักร้องคนโปรดอีกคนนึง ที่ตั้งใจไว้แล้วว่าชาตินี้จะต้องไปญี่ปุ่นเพื่อดู Live Tour ซักครั้ง

Wind เป็น ซิงเกิ้ลหนึ่งใน 12 Single before Christmas เก๋ป่ะล่ะ เล่นออกซิงเกิ้ลต่อกันทุกอาทิตย์ 12 ซิงเกิ้ลเลย
ปีที่แล้วก็เป็นปีที่คูจังเดบิวท์มา 10 ปีแล้ว ซึ่ง 10 ปี ในวงการเพลงญี่ปุ่นนี่ไม่ยากเลยนะ

เรารู้จักคูจังครั้งแรก เพราะพี่ส้มส่งคลิปมาให้ดู เราก็อ้าว คนนี้ร้องเพลงตีมใน Final Fantasy X-2 นี่หว่า
แรงดีจังผู้หญิงคนนี้ นี่คือความคิดแรกที่ดู แต่พอสัมผัสแล้วจากคอนเสริต หรือเบื้องหลังต่างๆ ทำให้เรารู้ว่า
คูจัง แม่สาวเกียวโตคนนี้มีความน่ารักมากกก หลงเลย

และเพลงนี้ก็เป็น 1 ในเพลงโปรดตลอดกาลของเราในเพลย์ลิสไปแล้ว

I'll run, facing the wind,
no matter how painful things are
Because there's a brighter future there,
I'm able to picture the things I want to obtain
So I take one more step foward
towards happiness

นี่คือคำแปลของท่อนข้างบน *Jonathan เป็นคนแปลนะ ให้เครดิทเค้าหน่อย
เพราะเกือบทุกเพลงของคูจัง เจ้แกก็เป็นคนเขียนเองมันทำให้ทึ่งว่าผู้หญิงคนนี้มีแนวคิดมีมุมมองที่เจ๋งมาก
ลองไปฟังกันดูละกันครับ



แต่จะบอกว่า Version ที่ชอบมาก เป็นกึ่ง acoustic ใน Live tour 2008 ~Kingdom~